วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อธิบายโค้ด

<?php
$sql ="select * from student order by id asc ";
$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());
$num=mysql_num_rows($query);
echo $num;
?>
แปล
บรรทัดที่ 1 เลือกทุกฟิลด์จากเทเบิล student เรียงจาก id น้อยไปมาก บรรทัดที่ 2 ฟังก์ชันที่ใช้ประมวลผล sql และตวรจสอบว่าถูกหรือไม่ บรรทัดที่ 3 ประมวลโดยนับจำนวน record บรรทัดที่ 4 แสดงตัวแปร num

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

if else

<?php
$score=81;
if($score<50){
echo'grade0';
}else if($score<56){
echo'grade1';
}else if($score<60){
echo'grade1.5';
}else if($score<65){
echo'grade2';
}else if($score<70){
echo'grade2.5';
}else if($score<75){
echo'grade3';
}else if($score<80){
echo'grade3.5';
}else{echo'grade4';}
?>

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ครูโหดใช้เหล็กฟุตฟาดเด็กเลือดอาบเพราะไม่ทำการบ้าน


ที่ จ.ชลบุรี มีชาวบ้านวิจารณ์กันเยอะว่า เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่กับบทลงโทษแบบนี้ ใช้เหล็กฟุตตีที่หัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จนกระทั่งเลือดอาบ

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าว เมื่อแม่ของเด็กไม่พอใจ ที่ลูกสาวของตัวเองซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ เลยว่า ลูกสาวของตัวเองถูกครูคนหนึ่งทำร้ายโดยใช้เหล็กฟุตตีที่หัว จนกระทั่งมีเลือดออกมา มีการชี้ร่องรอยกลางศีรษะเลย เป็นจุดที่ถูกครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นครูแทน ครูจริงลาพัก ครูแทนมาสอนแล้วถามเด็กว่า ทำไมไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ยอมทำการบ้าน เด็กบอกกับครูว่า ปวดหัวเลยไม่ได้ทำตามที่ครูบอก ครูเลยใช้เหล็กฟุตตีเข้าที่กลางศีรษะ 4 ครั้งจนเลือดไหล ตอนแรกเด็กไม่กล้าบอกแม่ เพราะกลัวว่า ครูจะทำร้ายอีก ไปฟังเสียงเด็กชัดๆกันเลย

ข้อมูลจากทางคุณแม่ของน้อง บอกว่า ลูกสาวมาบอกว่าปวดศีรษะ แต่พอซักถามว่าเป็นอะไร ตอนแรกลูกไม่ยอมบอก แต่ตอนหลังก็ยอมเล่าเรื่องให้ฟัง ตนเลยนำลูกมาแจ้งความ โดยก่อนหน้านี้ครูคนนี้เคยทำร้ายเด็กจนแขนเขียวมาแล้วหลายคน ซึ่งตนคิดว่าครูทำโทษเด็กเกินไปจริงๆ ขณะที่ตำรวจได้ตรวจสอบบาดแผลพบว่าเป็นแผลที่แห้งแล้วยาวประมาณ 2 นิ้วจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และส่งเด็กหญิงที่อ้างว่า ถูกครูทำร้ายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบางละมุง และต้องมีการเรียกครูมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ระทึกการบินไทยไถลรันเวย์ไฟลุกท่วม

ระทึก! การบินไทย TG 679 กวางโจว-กทม. เครื่องยนต์ขัดข้องไถลออกจากรันเวย์ ไฟลุกท่วม ขณะร่อนลงจอดสุวรรณภูมิ ผู้โดยสาร 298 ชีวิตรอดตาย เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ
นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 23.25 น. ที่ผ่านมาเกิดเหตุระทึก สายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบินที่ TG679 กวางโจว-สุวรรณภูมิ เกิดอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง ขณะร่อนลงจอดสนามบินสุวรรณภูมิ  ก่อนไถลลื่นออกจากรันเวย์ ฝั่งตะวันออก 19 ปีนขึ้นสนามหญ้าและเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณล้อ ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือที่โดยสารมากับเครื่องบินลำดังกล่าว รวม 298 คน อยู่ในอาการตกใจและสำลักควัน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตแต่อย่าง
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้นำผู้โดยสารและสัมภาระออกจากตัวเครื่อง และประสานทีมแพทย์มาตรวจสุขภาพ ส่วนจุดที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดรันเวย์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ โดยยอมรับว่า เหตุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตารางการบินในเช้าวันนี้แน่นอน ซึ่งต้องมีการประชุม เพื่อปรับตารางการบินอีกครั้ง
ด้าน นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว  เบื้องต้น คาดว่าสาเหตุเกิดจากล้อเครื่องยนต์กางได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานสายการบินดังกล่าว มีบุคคลสำคัญและนักแสดง โดยสามารถด้วยจำนวนมาก อาทิ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , นายวีรภาพ สุภาพไพบูลย์ เป็นต้น

วี-วีรภาพ เผยนาทีรอดตายจากแอร์บัส A330
วี - วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ พระเอกละครชื่อดัง  หนึ่งในผู้โดยสารที่มากับ สายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบิน TG 679 กวางโจว-กรุงเทพ ที่เกิดอุบัติเหตุขณะลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ เปิดเผยนาทีระทึกว่า ได้ไปเที่ยวที่กวางโจว ประเทศจีนกับเพื่อน ๆ และเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินนี้ โดยออกจากกวางโจ ประมาณ 21.00 น. ระหว่างที่บินทุกคนก็สนานสนาน บางคนก็หลับพักผ่อน โดยคณะของตนนั่งข้างประตูฉุกเฉิน ซึ่งระหว่างที่นั่งมาได้แกล้งเพื่อนที่มาและพูดเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบิน และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

โดยขณะที่เครื่องใกล้ลงจอด กำลังนั่งคุยกับสจ๊วตใกล้ทางออกฉุกเฉินฝั่งซ้าย ก็ได้ยินเสียงคล้ายเครื่องกระแทกและมีเสียงดังโครม  พอมองไปฝั่งขวาก็เห็นต่างชาติที่โดยสารมาด้วยตะโกนว่า ไฟไหม้ ตามมาด้วยความชุลมุนวุ่นวาย  ไม่คิดว่าที่คุยเล่นกันจะกลายเป็นความจริง โดยนาทีนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก   ทุกคนหนีเอาตัวรอด  ต้องใช้แพยางสไลด์ลงจากเครื่อง ตนบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทก เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุระทึกที่สุดในชีวิต ถือว่าดวงแรงจริง ๆ  ฟาดเคราะห์ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ในวันเกิดครบ 33 ปี

ข้อมูลโดย : www.innnews.co.th

ปัญหาการแต่งกายของนีกศึกษา


ปัญหาการแต่งกายของนักศึกษา



ปัจจุบันค่านิยมเรื่องเครื่องแต่งกายของวัยรุ่นวัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแบบนักศึกษาหญิงและชายในระดับอุดมศึกษาตามสถาบัน ต่างๆ กำลังกลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยเริ่มวิตกกังวลพฤติกรรมการแต่งกายแบบล่อแหลม ชอบสวมเสื้อที่รัดเข้ารูป กระโปรงสั้น ผ่าสูง หรือไม่ก็สวมกางเกงยีนซีดๆ ขาดๆ และสวมรองเท้าแตะ ซึ่งมองดูเป็นแฟชั่นที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงการถูกล่อลวงข่มขืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาหญิง ต้องยอมรับว่าแฟชั่นเสื้อผ้าการแต่งกายของวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก และนิยมแต่งตัวตามวัฒนธรรมจากต่างชาติ ยิ่งชุดเครื่องแบบนักศึกษาในปัจจุบันก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวด้วย รู้สึกห่วงทัศนคติการแต่งกายเช่นนี้ เพราะว่าภาพที่แสดงออกมาให้กับผู้คนทั่วไปกลับกลายเป็นการสื่อความหมายใน เรื่องเพศ ไม่น่ามองมากกว่าความโก้เก๋หรือสวยงาม วิธีการแก้ไขที่ดีก็คือ สนับสนุนให้นักศึกษาที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยได้รับการยกย่อง และคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่ถูกระเบียบ อย่างน้อยจะได้กระตุ้นเตือนความคิด หรือปรับเปลี่ยนทัศนคติการแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสมกับตนเองและสังคมได้ การได้ร่วมกิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพในหลายด้าน ตั้งแต่การนั่ง การยืน การเดิน การไหว้ การนั่งรับประทานอาหาร ไปจนถึงเรื่องการแต่งกาย กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการเข้าสังคมให้กับนักศึกษาการที่เพื่อนๆ ชอบแต่งตัว หรืออยากให้เป็นจุดสนใจกับเพศตรงข้าม นั่นคือความคิดและสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่สามารถบังคับได้ แต่เมื่อการกระทำเช่นนี้ส่งผลเสียต่อตัวเอง และส่งผลกระทบต่อสังคม การกลับมาใช้ความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่มานำเสนอแทน น่าจะเป็นการสร้างจุดสนใจที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่า อยากจะทำต่อจากนี้ก็คือ การปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจ และรักในความเป็นสถาบันให้มากขึ้น ก็เชื่อว่าเมื่อเราได้ใช้สื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ และกิจกรรมเสริมเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ การสวมใส่เครื่องแบบชุดนักศึกษาของเพื่อนๆ ทุกคนก็จะต้องคำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองและมหาวิทยาลัยเช่นกัน สิ่งที่อยากฝากบอกเพื่อนๆ ก็คือ การแต่งตัวตามสไตล์ที่ชอบหรือเป็นตัวของตัวเองไม่ไปลอกเลียนแบบใครเป็น เรื่องที่ดี แต่เมื่อเราอยู่รวมกับคนหลายกลุ่มหลายวัย การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่เหมาะสมสถานะของตัวเอง น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นนั้นชื่นชมและสร้างคุณค่าให้กับตนเอง การที่มหาวิทยาลัยออกกฎระเบียบให้นักศึกษาได้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องชุดเครื่องแบบนักศึกษา ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อชื่อเสียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย เพียงอย่างเดียว แต่นั่นยังหมายถึงการฝึกฝนให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปรับตัวเองให้อยู่ร่วมกัน กับผู้คน และรู้จักเคารพกติกาของสังคมอีกด้วย การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามเป็นสิ่งที่สร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดสายตาผู้คน แต่ถ้าเมื่อใดการแต่งกายในลักษณะนั้นกลับสร้างความรู้สึกขัดแย้งกับวัฒนธรรมของสังคมพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษาที่กำลังฮิตอินเทรนด์อยู่ในเวลานี้ จึงย่อมบ่มเพาะปัญหาให้กับตัวผู้สวมใส่ เชื่อว่าการที่มหาวิทยาลัยสนับสนุนให้นักศึกษาที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยได้ รับการยกย่อง หรือคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยชี้นำเพื่อนนักศึกษาให้รู้จักเห็นคุณค่าของการสวมใส่เครื่องแบบชุดนัก ศึกษาที่ถูกต้องต่อไป

หัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ


  1. การแต่งกายของนิสิต นักศึกษาก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและของตนเอง

  2. อยากให้นักศึกษามีจิตสำนึกของตนเองในการแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะ จะนุ่งสั้นก็ให้พองาม ให้เหมาะกับการเป็นกุลสตรี และก็เพื่อตัวนักศึกษาเอง และถือเป็นการให้เกียรติสถาบันด้วย

  3. อยากเชิญชวนนักศึกษาหญิง ชาย ให้แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยในการมาเรียน หรือถ้าไม่มีเรียน ใส่ชุดเล่นมา ก็ขอให้แต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะนักศึกษาหญิง ควรแต่งกายให้มิดชิด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเพศจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี

  4. การแต่งกายของนักศึกษาทั้งหญิงและชาย ตามกระแสแฟชั่นในสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน และนักศึกษาว่าอะไรคือ ความถูกต้องในการสวมใส่เข้าเรียนและสอบ ส่วนแม่ค้าชอบชุดนักศึกษาประยุกต์สุดฮิตที่ขายดีต้อง เล็ก ฟิต สั้น

ผลกระทบอะไรบ้างของปัญหาที่ศึกษาต่อสังคม

แฟชั่นชุดนักศึกษายุคใหม่ที่เน้นตามกระแสแฟชั่นได้รับความนิยมสูง ขายดีทั้งชุดของผู้ชายและผู้หญิงเพราะราคาถูก ดูทันสมัย ทางด้านผู้ปกครองก็กลัวเพราะชุดที่ลูกๆ สวมใส่กันนั้น ช่างวาบหวามสุดๆ ผ่าลึก กระโปรงสั้น เสื้อตัวเล็ก ฟิต รัดติ้ว เกรงเกิดภัยกับลูกตัวเอง
"การแต่งกายโป๊ หรือแต่งไม่เหมาะสมหลังจากที่ได้ศึกษาไม่ใช่แค่เพียง นักศึกษา เท่านั้น แต่ปัจจุบันลามไปถึงเด็กในระดับมัธยมศึกษาแล้ว แท้จริงแล้วการแต่งกายเสื้อผ้าเล็กเกินไป นอกจากจะดูไม่งามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กด้วย
)ปัญหาอาชญากรรม การถูกล่วงละเมินทางเพศ การข่มขืน การถูกล่อล่วงไปกระทำอนาจาร
ส่งผลต่อวัฒนธรรมการแต่งกายที่ดีงามของนักศึกษา ที่เป็นปัญญาชนกลับถูกมองในด้านลบเสื่อมเสียไปถึงสถาบันที่ศึกษา
เป็นการตามกระแสนิยมที่ผิดๆ เป็นกระแสนิยมที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแต่งกายของเด็กตามผู้ใหญ่ ทำให้สิ้นเปลื้องเงินของผู้ปกครองโดยใช่เหตุและยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมแก่คนรุ่นน้องที่ผิดๆ


เรียบเรียงโดย นางสาว กรกฎ  ทวีสารบุรุษ 
อ้างอิงจาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/336640

10ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหาร

 แน่นอน สาวหลายๆ คนคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่มั้ยล่ะคะว่า คุณยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร การกินกันอยู่ เราเลยถือโอกาสนํา 10 ความเข้าใจผิดในเรื่อง อาหาร มาฝากสาวๆ กัน เผื่อจะได้ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ 
ไม่ต้องหลงเชื่อกันแบบผิดๆ อย่างนี้อีกต่อไปแล้วละ


 1.งดมื้อเช้า ถ้าใครกําลังทําอยู่ก็เลิกเสียเถอะค่ะ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สําคัญมาก นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานให้คุณสู้งานได้อย่างไม่มีถอยแล้ว ยังช่วยให้ไม่หิวมากด้วยก่อนที่จะถึงมื้อต่อไป

  2.งดกินทุกอย่างก่อนออกกําลังกาย ไม่ควรค่ะ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพื่อนํามาใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น ก่อนออกกําลังกายควรกินพวกอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เพราะมีไฟเบอร์มากและไขมันต่ำด้วย) อย่างโยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือขนมปังค่ะ 

  3.หลังออกกําลังกาย ควรเว้นช่วงนานๆ แล้วจึงค่อยกิน จริงๆ แล้ว ไม่ต้องเว้นไว้นานขนาดนั้นก็ได้ กินหลังจากออกกําลังกายไปแล้ว 1 ชั่วโมงก็โอ.เค.แล้วละ และควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรเชิงซ้อนด้วยนะ เพราะจะได้ไปช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญและช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นค่ะ


  4.กินขนมที่มีส่วนประกอบของโปรตีนหรือโปรตีนเชคแทนข้าว อาหารขบเคี้ยวเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีแคลอรีหรือไขมันเลยนะคะ อีกทั้งโปรตีนเชคนั้นก็ไม่มีไฟเบอร์อีกด้วย สรุปแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กินอาหารจริงๆ เข้าไปหรอกค่ะ

  5.เชื่อมั่นในฉลาก อย่าเชื่อในทุกๆ สิ่งที่คุณได้อ่าน โดยเฉพาะฉลากที่ติดอยู่ข้างๆ ขวดเครื่องดื่ม เพราะยังมีอีกหลายๆ โรงงานที่ขาดการควบคุมที่เคร่งครัดอยู่ ทางที่ดี ก่อนซื้อควรดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างรวมกัน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ

  6.กินน้อยๆ คนส่วนมากมักจะกลัวไม่กล้ากินเยอะจนบางครั้งพลังงานที่รับเข้าไปไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการสําหรับทํากิจกรรมนั้นๆ อย่าลืมสิคะว่า กินน่ะกินได้ แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปนัก เพราะร่างกายจะเผาผลาญไม่ทัน เกิดเป็นไขมันสะสม แล้วต้องมานั่งกลุ้มไดเอ็ทกันใหม่ จะยุ่งเอานะ

  7.ออกกําลังกายเท่านั้นคือหนทางการลดอ้วน ถึงแม้ว่าคุณจะออกกําลังกายบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่หากขาดการวางแผนการกินที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การออกกําลังกายที่ทําไปก็ถือว่าสูญเปล่าได้นะ

  8.ไม่ควรกินน้ำมากๆ ขณะออกกําลังกาย ผิดค่ะ การเสียน้ำมากๆ ไม่ดีต่อร่างกายเลยนะคะ โดยเฉพาะเวลาที่กําลังอยู่ในที่ร้อนๆ ฉะนั้น ระหว่างและหลังออกกําลังกายก็อย่าลืมดื่มน้ำเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยละ

  9.ไดเอ็ทแบบอดๆ แน่นอนค่ะว่าการลดน้ำหนักแบบนี้จะเห็นผลเร็วและง่ายต่อการปฏิบัติด้วย แต่มันก็ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนัก คุณควรหันกลับมาใช้วิธีแบบเดิมๆ คือควบคุมอาหารและออกกําลังกายควบคู่ไปด้วยจะดีกว่าค่ะ

  10.กินโปรตีนเยอะๆ แป้งน้อยๆ หลายๆ คน อาจจะกําลังฮิตกับการไดเอ็ทประเภทนี้มาก คือ ไม่กินพวกข้าวหรือขนมปังเลย อย่าลืมสิคะว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนก็มีความสําคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อนะ เอ้า…ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ทิ้งมันได้ลงก็ให้มันรู้ไป!





อึ้งเลยใช่มั้ยละ ><

14 ท่านอนสะท้อนตัวคุณเอง



      เราทุกคนต่างทราบว่า ตัวเองมีท่านอนยังไงหลังจากตื่นเเล้ว เเต่คุณจะรู้มัยว่าท่านอนเหล่านั้นบางทีอาจ บ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณได้อีกด้วย  เเล้วมันจะบอกไงงั้นไปดูกัน


1. กางแขนกางขา : ช่างรักอิสระเสรี บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองอย่างแรง รักความสะดวกสบาย รักสวยรักงาม จับจ่ายใช้สอย สุรุ่ยสุร่าย แต่ก็หาเงินเก่งพอ ๆ กัน ที่แย่หน่อย คือ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และสนุกกับการตั้งกลุ่มมเมาท์เป็นทีสุด

2. นอนเอาขาไขว้กันแบบไขว่ห้าง : คนที่นอนท่านี้ ไม่ค่อยกล้ายอมรับความเปลี่ยนแปลงใดได้ง่าย ๆ แถมยังชอบหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตนเอง รักที่จะอยู่คนเดียว ข้อดีก็คือ ช่างมีน้ำอดน้ำทนกับเรื่องรอบ ๆ ตัวได้ดีจริง ๆ

3. นอนเอามือไพล่ประสานกันรองศรีษะ : คนนอนท่านี้เป็นนิจ เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง ปัญญาเฉียบแหลม ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่รู้จบ บางครั้งก็มีความคิดแปลกแหวกแนวที่ชาวบ้านตามไม่ทัน เป็นคนน่ารักที่ให้ความสนใจครอบครัวอยู่เสมอ แต่มันสำคัญที่ว่า ... ช่างเป็นคนที่รักคนยากซะเหลือเกิน ช่างเลือกเกินไปหรือเปล่าค่ะ ?

4. นอนคว่ำ : ถ้านอนท่านี้ได้ทั้งคืน ก็ให้รีบสำรวจได้แล้วว่า เป็นคนใจคอคับแคบหรือเปล่า มักจะเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ และต้องการให้ใครต่อใคร ทำตามความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ ๆ แถมยังเป็นคนสับเพร่าเสียด้วยนะ (รีบเปลี่ยนท่านอนเถอะค่ะ)

5. นอนตะแคง : ท่านี้เป็นท่านอนของคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าจะทำงานอะไรก็มักจะก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความอุตสาหะมานะพยายามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านว่า คนที่ชอบนอนตะแคงขวา เหยียดแขนขวาไปเหนือศรีษะ คือ อำนาจ + วาสนา ดีนักแล

6. นอนตะแคงงอขาขึ้นข้างหนึ่ง : ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะคุณจะเป็นคนขี้ระแวง ขี้สงสัยอยู่ตลอดเวลา โดยไร้เหตุผล จู้จี้ขี้บ่นไม่รู้เวลา นอกจากจะขาดความเป็นตัวของตัวเองแล้ว อาจจะพาลเป็นโรคประสาทได้ง่าย ๆ ทั้งตัวเอง และคนข้างเคียง !!

7. นอนงอตัว : นี่ก็อีกคน ... น่าจะเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน กลัวใครเขาจะได้ดีไปกว่าตนหมด พูดง่าย ๆ ก็คือ ค่อนข้างจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างแรง แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพยาบาทรุนแรงด้วย ระวังหน่อยนะคะ

8. นอนทับแขนตัวเอง : คนนี้ตรงกันข้ามกับคนนอนงอตัวท่าที่ 7 เลย ... ช่างสุภาพอ่อนโยน จริงใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก อะไรจะปานนั้น แต่ดูเหมือนจะมีกรรมมาบัง เพราะจะเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง และขาดความอบอุ่นในชีวิต

9. นอนคุดคู้ : เป็นคนขี้เหงาอย่างแรง ซึมเศร้าง่าย เพราะไปฝังใจกับเรื่องเศร้า ๆ เรื่องผิดหวัง หรือสูญเสียในอดีต เป็นคนขี้ระแวง และมีความลังเล ไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่า ขาดความรักความอบอุ่น เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

10. นอนคลุมโปง : เชื่อไหมว่า ภายนอกเขาคนนี้อาจจะดูผึ่งผาย น่าเชื่อถือมาก แต่ลึกลงไปแล้ว เขาขี้อาย จิตใจอ่อนแอ ... เขาชอบมีความลับ และเก็บความลับเก่งด้วยนะ มีอะไรก็จะแอบเก็บไว้ในใจ แล้วเก็บเอาไปกังวล วุ่นวายใจ วนเวียนอยู่กับปัญหานั้นคนเดียว ไม่รู้จบรู้สิ้นสักที ... ไม่รู้ว่า นอนขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยรึเปล่า ?

11. นอนเอามือจับอวัยวะเพศของตัวเอง : คนนี้มาแปลก...คุณเป็นคนที่ชอบหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์มีความต้องการทางเพศสูง ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว รักใครหลงใครละก็เป็นได้หัวปักหัวปำแบบกู่ไม่กลับ ทั้งๆ ที่เป็น คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอยู่พอตัว

12. นอนละเมอ : เป็นคนซีเรียสในชีวิต เป็นคนคิดมาก ยังฝังจิตฝังใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยอมลืม สังเกตดี ๆ จะเห็นว่า คุณจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และจะคล้อยตามคนอื่นอยู่เสมอ ... ถ้าคุณละเมอบ่อยมาก และรุนแรงขึ้นละก็น่าจะปรึกษาแพทย์

13. นอนกัดฟัน : นี่ก็คนเก็บกด ... โบราณว่า เป็นคนอาภัพ ซึ่งเขาอาจจะ คิดไปเอง ก็เลยอมทุกข์ เก็บกดความทุกข์ไว้ในใจ หน้าฉากอาจจะดูรื่นเริง แต่แอบไปนอนกัดฟันกรอด ๆ ทุกคืน ... ปล่อยวางบ้างนะคะ

14. นอนอ้าปาก : คุณควรไปตรวจสุขภาพร่างกายบ้างนะคะ เพราะโบราณท่านว่า คนนอนท่านี้มักจะมีโรคภัยเบียดเบียนให้สุขภาพไม่แข็งแรง เดี๋ยวจะพาลอายุไม่ยืนซะเปล่า ๆ


  ไงละเพื่อนตรงกันบ้างมั้ยเอ่ย><



Credit : http://www.angrynod.com/board12/n14/4299/