วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อธิบายโค้ด

<?php
$sql ="select * from student order by id asc ";
$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());
$num=mysql_num_rows($query);
echo $num;
?>
แปล
บรรทัดที่ 1 เลือกทุกฟิลด์จากเทเบิล student เรียงจาก id น้อยไปมาก บรรทัดที่ 2 ฟังก์ชันที่ใช้ประมวลผล sql และตวรจสอบว่าถูกหรือไม่ บรรทัดที่ 3 ประมวลโดยนับจำนวน record บรรทัดที่ 4 แสดงตัวแปร num

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

if else

<?php
$score=81;
if($score<50){
echo'grade0';
}else if($score<56){
echo'grade1';
}else if($score<60){
echo'grade1.5';
}else if($score<65){
echo'grade2';
}else if($score<70){
echo'grade2.5';
}else if($score<75){
echo'grade3';
}else if($score<80){
echo'grade3.5';
}else{echo'grade4';}
?>

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ครูโหดใช้เหล็กฟุตฟาดเด็กเลือดอาบเพราะไม่ทำการบ้าน


ที่ จ.ชลบุรี มีชาวบ้านวิจารณ์กันเยอะว่า เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่กับบทลงโทษแบบนี้ ใช้เหล็กฟุตตีที่หัวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จนกระทั่งเลือดอาบ

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าว เมื่อแม่ของเด็กไม่พอใจ ที่ลูกสาวของตัวเองซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บางละมุง ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ เลยว่า ลูกสาวของตัวเองถูกครูคนหนึ่งทำร้ายโดยใช้เหล็กฟุตตีที่หัว จนกระทั่งมีเลือดออกมา มีการชี้ร่องรอยกลางศีรษะเลย เป็นจุดที่ถูกครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นครูแทน ครูจริงลาพัก ครูแทนมาสอนแล้วถามเด็กว่า ทำไมไม่ทำตามคำสั่ง ไม่ยอมทำการบ้าน เด็กบอกกับครูว่า ปวดหัวเลยไม่ได้ทำตามที่ครูบอก ครูเลยใช้เหล็กฟุตตีเข้าที่กลางศีรษะ 4 ครั้งจนเลือดไหล ตอนแรกเด็กไม่กล้าบอกแม่ เพราะกลัวว่า ครูจะทำร้ายอีก ไปฟังเสียงเด็กชัดๆกันเลย

ข้อมูลจากทางคุณแม่ของน้อง บอกว่า ลูกสาวมาบอกว่าปวดศีรษะ แต่พอซักถามว่าเป็นอะไร ตอนแรกลูกไม่ยอมบอก แต่ตอนหลังก็ยอมเล่าเรื่องให้ฟัง ตนเลยนำลูกมาแจ้งความ โดยก่อนหน้านี้ครูคนนี้เคยทำร้ายเด็กจนแขนเขียวมาแล้วหลายคน ซึ่งตนคิดว่าครูทำโทษเด็กเกินไปจริงๆ ขณะที่ตำรวจได้ตรวจสอบบาดแผลพบว่าเป็นแผลที่แห้งแล้วยาวประมาณ 2 นิ้วจึงได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และส่งเด็กหญิงที่อ้างว่า ถูกครูทำร้ายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบางละมุง และต้องมีการเรียกครูมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ระทึกการบินไทยไถลรันเวย์ไฟลุกท่วม

ระทึก! การบินไทย TG 679 กวางโจว-กทม. เครื่องยนต์ขัดข้องไถลออกจากรันเวย์ ไฟลุกท่วม ขณะร่อนลงจอดสุวรรณภูมิ ผู้โดยสาร 298 ชีวิตรอดตาย เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ
นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 23.25 น. ที่ผ่านมาเกิดเหตุระทึก สายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบินที่ TG679 กวางโจว-สุวรรณภูมิ เกิดอุบัติเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง ขณะร่อนลงจอดสนามบินสุวรรณภูมิ  ก่อนไถลลื่นออกจากรันเวย์ ฝั่งตะวันออก 19 ปีนขึ้นสนามหญ้าและเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณล้อ ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือที่โดยสารมากับเครื่องบินลำดังกล่าว รวม 298 คน อยู่ในอาการตกใจและสำลักควัน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตแต่อย่าง
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้นำผู้โดยสารและสัมภาระออกจากตัวเครื่อง และประสานทีมแพทย์มาตรวจสุขภาพ ส่วนจุดที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดรันเวย์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ โดยยอมรับว่า เหตุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตารางการบินในเช้าวันนี้แน่นอน ซึ่งต้องมีการประชุม เพื่อปรับตารางการบินอีกครั้ง
ด้าน นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว  เบื้องต้น คาดว่าสาเหตุเกิดจากล้อเครื่องยนต์กางได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม มีรายงานสายการบินดังกล่าว มีบุคคลสำคัญและนักแสดง โดยสามารถด้วยจำนวนมาก อาทิ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , นายวีรภาพ สุภาพไพบูลย์ เป็นต้น

วี-วีรภาพ เผยนาทีรอดตายจากแอร์บัส A330
วี - วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ พระเอกละครชื่อดัง  หนึ่งในผู้โดยสารที่มากับ สายการบินไทย แอร์บัส 330 เที่ยวบิน TG 679 กวางโจว-กรุงเทพ ที่เกิดอุบัติเหตุขณะลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ เปิดเผยนาทีระทึกว่า ได้ไปเที่ยวที่กวางโจว ประเทศจีนกับเพื่อน ๆ และเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินนี้ โดยออกจากกวางโจ ประมาณ 21.00 น. ระหว่างที่บินทุกคนก็สนานสนาน บางคนก็หลับพักผ่อน โดยคณะของตนนั่งข้างประตูฉุกเฉิน ซึ่งระหว่างที่นั่งมาได้แกล้งเพื่อนที่มาและพูดเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบิน และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

โดยขณะที่เครื่องใกล้ลงจอด กำลังนั่งคุยกับสจ๊วตใกล้ทางออกฉุกเฉินฝั่งซ้าย ก็ได้ยินเสียงคล้ายเครื่องกระแทกและมีเสียงดังโครม  พอมองไปฝั่งขวาก็เห็นต่างชาติที่โดยสารมาด้วยตะโกนว่า ไฟไหม้ ตามมาด้วยความชุลมุนวุ่นวาย  ไม่คิดว่าที่คุยเล่นกันจะกลายเป็นความจริง โดยนาทีนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก   ทุกคนหนีเอาตัวรอด  ต้องใช้แพยางสไลด์ลงจากเครื่อง ตนบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทก เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุระทึกที่สุดในชีวิต ถือว่าดวงแรงจริง ๆ  ฟาดเคราะห์ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ในวันเกิดครบ 33 ปี

ข้อมูลโดย : www.innnews.co.th

ปัญหาการแต่งกายของนีกศึกษา


ปัญหาการแต่งกายของนักศึกษา



ปัจจุบันค่านิยมเรื่องเครื่องแต่งกายของวัยรุ่นวัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแบบนักศึกษาหญิงและชายในระดับอุดมศึกษาตามสถาบัน ต่างๆ กำลังกลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยเริ่มวิตกกังวลพฤติกรรมการแต่งกายแบบล่อแหลม ชอบสวมเสื้อที่รัดเข้ารูป กระโปรงสั้น ผ่าสูง หรือไม่ก็สวมกางเกงยีนซีดๆ ขาดๆ และสวมรองเท้าแตะ ซึ่งมองดูเป็นแฟชั่นที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงการถูกล่อลวงข่มขืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาหญิง ต้องยอมรับว่าแฟชั่นเสื้อผ้าการแต่งกายของวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาก และนิยมแต่งตัวตามวัฒนธรรมจากต่างชาติ ยิ่งชุดเครื่องแบบนักศึกษาในปัจจุบันก็ได้รับอิทธิพลดังกล่าวด้วย รู้สึกห่วงทัศนคติการแต่งกายเช่นนี้ เพราะว่าภาพที่แสดงออกมาให้กับผู้คนทั่วไปกลับกลายเป็นการสื่อความหมายใน เรื่องเพศ ไม่น่ามองมากกว่าความโก้เก๋หรือสวยงาม วิธีการแก้ไขที่ดีก็คือ สนับสนุนให้นักศึกษาที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยได้รับการยกย่อง และคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในชุดเครื่องแบบนักศึกษาที่ถูกระเบียบ อย่างน้อยจะได้กระตุ้นเตือนความคิด หรือปรับเปลี่ยนทัศนคติการแต่งกายให้ถูกต้องเหมาะสมกับตนเองและสังคมได้ การได้ร่วมกิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพในหลายด้าน ตั้งแต่การนั่ง การยืน การเดิน การไหว้ การนั่งรับประทานอาหาร ไปจนถึงเรื่องการแต่งกาย กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการเข้าสังคมให้กับนักศึกษาการที่เพื่อนๆ ชอบแต่งตัว หรืออยากให้เป็นจุดสนใจกับเพศตรงข้าม นั่นคือความคิดและสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่สามารถบังคับได้ แต่เมื่อการกระทำเช่นนี้ส่งผลเสียต่อตัวเอง และส่งผลกระทบต่อสังคม การกลับมาใช้ความรู้ความสามารถ ที่เรามีอยู่มานำเสนอแทน น่าจะเป็นการสร้างจุดสนใจที่มั่นคงและยั่งยืนมากกว่า อยากจะทำต่อจากนี้ก็คือ การปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจ และรักในความเป็นสถาบันให้มากขึ้น ก็เชื่อว่าเมื่อเราได้ใช้สื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ และกิจกรรมเสริมเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ การสวมใส่เครื่องแบบชุดนักศึกษาของเพื่อนๆ ทุกคนก็จะต้องคำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองและมหาวิทยาลัยเช่นกัน สิ่งที่อยากฝากบอกเพื่อนๆ ก็คือ การแต่งตัวตามสไตล์ที่ชอบหรือเป็นตัวของตัวเองไม่ไปลอกเลียนแบบใครเป็น เรื่องที่ดี แต่เมื่อเราอยู่รวมกับคนหลายกลุ่มหลายวัย การแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่เหมาะสมสถานะของตัวเอง น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นนั้นชื่นชมและสร้างคุณค่าให้กับตนเอง การที่มหาวิทยาลัยออกกฎระเบียบให้นักศึกษาได้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องชุดเครื่องแบบนักศึกษา ไม่ใช่เป็นการทำเพื่อชื่อเสียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย เพียงอย่างเดียว แต่นั่นยังหมายถึงการฝึกฝนให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปรับตัวเองให้อยู่ร่วมกัน กับผู้คน และรู้จักเคารพกติกาของสังคมอีกด้วย การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามเป็นสิ่งที่สร้างมนต์เสน่ห์ดึงดูดสายตาผู้คน แต่ถ้าเมื่อใดการแต่งกายในลักษณะนั้นกลับสร้างความรู้สึกขัดแย้งกับวัฒนธรรมของสังคมพฤติกรรมการแต่งกายของนักศึกษาที่กำลังฮิตอินเทรนด์อยู่ในเวลานี้ จึงย่อมบ่มเพาะปัญหาให้กับตัวผู้สวมใส่ เชื่อว่าการที่มหาวิทยาลัยสนับสนุนให้นักศึกษาที่แต่งกายสุภาพเรียบร้อยได้ รับการยกย่อง หรือคัดเลือกให้ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยชี้นำเพื่อนนักศึกษาให้รู้จักเห็นคุณค่าของการสวมใส่เครื่องแบบชุดนัก ศึกษาที่ถูกต้องต่อไป

หัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ


  1. การแต่งกายของนิสิต นักศึกษาก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม อาทิ การล่วงละเมิดทางเพศ การข่มขืน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันและของตนเอง

  2. อยากให้นักศึกษามีจิตสำนึกของตนเองในการแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะ จะนุ่งสั้นก็ให้พองาม ให้เหมาะกับการเป็นกุลสตรี และก็เพื่อตัวนักศึกษาเอง และถือเป็นการให้เกียรติสถาบันด้วย

  3. อยากเชิญชวนนักศึกษาหญิง ชาย ให้แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยในการมาเรียน หรือถ้าไม่มีเรียน ใส่ชุดเล่นมา ก็ขอให้แต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะนักศึกษาหญิง ควรแต่งกายให้มิดชิด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเพศจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี

  4. การแต่งกายของนักศึกษาทั้งหญิงและชาย ตามกระแสแฟชั่นในสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชน และนักศึกษาว่าอะไรคือ ความถูกต้องในการสวมใส่เข้าเรียนและสอบ ส่วนแม่ค้าชอบชุดนักศึกษาประยุกต์สุดฮิตที่ขายดีต้อง เล็ก ฟิต สั้น

ผลกระทบอะไรบ้างของปัญหาที่ศึกษาต่อสังคม

แฟชั่นชุดนักศึกษายุคใหม่ที่เน้นตามกระแสแฟชั่นได้รับความนิยมสูง ขายดีทั้งชุดของผู้ชายและผู้หญิงเพราะราคาถูก ดูทันสมัย ทางด้านผู้ปกครองก็กลัวเพราะชุดที่ลูกๆ สวมใส่กันนั้น ช่างวาบหวามสุดๆ ผ่าลึก กระโปรงสั้น เสื้อตัวเล็ก ฟิต รัดติ้ว เกรงเกิดภัยกับลูกตัวเอง
"การแต่งกายโป๊ หรือแต่งไม่เหมาะสมหลังจากที่ได้ศึกษาไม่ใช่แค่เพียง นักศึกษา เท่านั้น แต่ปัจจุบันลามไปถึงเด็กในระดับมัธยมศึกษาแล้ว แท้จริงแล้วการแต่งกายเสื้อผ้าเล็กเกินไป นอกจากจะดูไม่งามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กด้วย
)ปัญหาอาชญากรรม การถูกล่วงละเมินทางเพศ การข่มขืน การถูกล่อล่วงไปกระทำอนาจาร
ส่งผลต่อวัฒนธรรมการแต่งกายที่ดีงามของนักศึกษา ที่เป็นปัญญาชนกลับถูกมองในด้านลบเสื่อมเสียไปถึงสถาบันที่ศึกษา
เป็นการตามกระแสนิยมที่ผิดๆ เป็นกระแสนิยมที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแต่งกายของเด็กตามผู้ใหญ่ ทำให้สิ้นเปลื้องเงินของผู้ปกครองโดยใช่เหตุและยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมแก่คนรุ่นน้องที่ผิดๆ


เรียบเรียงโดย นางสาว กรกฎ  ทวีสารบุรุษ 
อ้างอิงจาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/336640

10ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหาร

 แน่นอน สาวหลายๆ คนคงจะปฏิเสธกันไม่ได้ใช่มั้ยล่ะคะว่า คุณยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่อง อาหาร การกินกันอยู่ เราเลยถือโอกาสนํา 10 ความเข้าใจผิดในเรื่อง อาหาร มาฝากสาวๆ กัน เผื่อจะได้ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ 
ไม่ต้องหลงเชื่อกันแบบผิดๆ อย่างนี้อีกต่อไปแล้วละ


 1.งดมื้อเช้า ถ้าใครกําลังทําอยู่ก็เลิกเสียเถอะค่ะ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สําคัญมาก นอกจากจะเป็นแหล่งพลังงานให้คุณสู้งานได้อย่างไม่มีถอยแล้ว ยังช่วยให้ไม่หิวมากด้วยก่อนที่จะถึงมื้อต่อไป

  2.งดกินทุกอย่างก่อนออกกําลังกาย ไม่ควรค่ะ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพื่อนํามาใช้ในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น ก่อนออกกําลังกายควรกินพวกอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เพราะมีไฟเบอร์มากและไขมันต่ำด้วย) อย่างโยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือขนมปังค่ะ 

  3.หลังออกกําลังกาย ควรเว้นช่วงนานๆ แล้วจึงค่อยกิน จริงๆ แล้ว ไม่ต้องเว้นไว้นานขนาดนั้นก็ได้ กินหลังจากออกกําลังกายไปแล้ว 1 ชั่วโมงก็โอ.เค.แล้วละ และควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรเชิงซ้อนด้วยนะ เพราะจะได้ไปช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญและช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นค่ะ


  4.กินขนมที่มีส่วนประกอบของโปรตีนหรือโปรตีนเชคแทนข้าว อาหารขบเคี้ยวเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีแคลอรีหรือไขมันเลยนะคะ อีกทั้งโปรตีนเชคนั้นก็ไม่มีไฟเบอร์อีกด้วย สรุปแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้กินอาหารจริงๆ เข้าไปหรอกค่ะ

  5.เชื่อมั่นในฉลาก อย่าเชื่อในทุกๆ สิ่งที่คุณได้อ่าน โดยเฉพาะฉลากที่ติดอยู่ข้างๆ ขวดเครื่องดื่ม เพราะยังมีอีกหลายๆ โรงงานที่ขาดการควบคุมที่เคร่งครัดอยู่ ทางที่ดี ก่อนซื้อควรดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างรวมกัน แล้วจึงค่อยตัดสินใจ

  6.กินน้อยๆ คนส่วนมากมักจะกลัวไม่กล้ากินเยอะจนบางครั้งพลังงานที่รับเข้าไปไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการสําหรับทํากิจกรรมนั้นๆ อย่าลืมสิคะว่า กินน่ะกินได้ แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปนัก เพราะร่างกายจะเผาผลาญไม่ทัน เกิดเป็นไขมันสะสม แล้วต้องมานั่งกลุ้มไดเอ็ทกันใหม่ จะยุ่งเอานะ

  7.ออกกําลังกายเท่านั้นคือหนทางการลดอ้วน ถึงแม้ว่าคุณจะออกกําลังกายบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่หากขาดการวางแผนการกินที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การออกกําลังกายที่ทําไปก็ถือว่าสูญเปล่าได้นะ

  8.ไม่ควรกินน้ำมากๆ ขณะออกกําลังกาย ผิดค่ะ การเสียน้ำมากๆ ไม่ดีต่อร่างกายเลยนะคะ โดยเฉพาะเวลาที่กําลังอยู่ในที่ร้อนๆ ฉะนั้น ระหว่างและหลังออกกําลังกายก็อย่าลืมดื่มน้ำเข้าไปให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายด้วยละ

  9.ไดเอ็ทแบบอดๆ แน่นอนค่ะว่าการลดน้ำหนักแบบนี้จะเห็นผลเร็วและง่ายต่อการปฏิบัติด้วย แต่มันก็ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนัก คุณควรหันกลับมาใช้วิธีแบบเดิมๆ คือควบคุมอาหารและออกกําลังกายควบคู่ไปด้วยจะดีกว่าค่ะ

  10.กินโปรตีนเยอะๆ แป้งน้อยๆ หลายๆ คน อาจจะกําลังฮิตกับการไดเอ็ทประเภทนี้มาก คือ ไม่กินพวกข้าวหรือขนมปังเลย อย่าลืมสิคะว่า คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนก็มีความสําคัญต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อนะ เอ้า…ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ทิ้งมันได้ลงก็ให้มันรู้ไป!





อึ้งเลยใช่มั้ยละ ><

14 ท่านอนสะท้อนตัวคุณเอง



      เราทุกคนต่างทราบว่า ตัวเองมีท่านอนยังไงหลังจากตื่นเเล้ว เเต่คุณจะรู้มัยว่าท่านอนเหล่านั้นบางทีอาจ บ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณได้อีกด้วย  เเล้วมันจะบอกไงงั้นไปดูกัน


1. กางแขนกางขา : ช่างรักอิสระเสรี บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองอย่างแรง รักความสะดวกสบาย รักสวยรักงาม จับจ่ายใช้สอย สุรุ่ยสุร่าย แต่ก็หาเงินเก่งพอ ๆ กัน ที่แย่หน่อย คือ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และสนุกกับการตั้งกลุ่มมเมาท์เป็นทีสุด

2. นอนเอาขาไขว้กันแบบไขว่ห้าง : คนที่นอนท่านี้ ไม่ค่อยกล้ายอมรับความเปลี่ยนแปลงใดได้ง่าย ๆ แถมยังชอบหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตนเอง รักที่จะอยู่คนเดียว ข้อดีก็คือ ช่างมีน้ำอดน้ำทนกับเรื่องรอบ ๆ ตัวได้ดีจริง ๆ

3. นอนเอามือไพล่ประสานกันรองศรีษะ : คนนอนท่านี้เป็นนิจ เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง ปัญญาเฉียบแหลม ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่รู้จบ บางครั้งก็มีความคิดแปลกแหวกแนวที่ชาวบ้านตามไม่ทัน เป็นคนน่ารักที่ให้ความสนใจครอบครัวอยู่เสมอ แต่มันสำคัญที่ว่า ... ช่างเป็นคนที่รักคนยากซะเหลือเกิน ช่างเลือกเกินไปหรือเปล่าค่ะ ?

4. นอนคว่ำ : ถ้านอนท่านี้ได้ทั้งคืน ก็ให้รีบสำรวจได้แล้วว่า เป็นคนใจคอคับแคบหรือเปล่า มักจะเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ และต้องการให้ใครต่อใคร ทำตามความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ ๆ แถมยังเป็นคนสับเพร่าเสียด้วยนะ (รีบเปลี่ยนท่านอนเถอะค่ะ)

5. นอนตะแคง : ท่านี้เป็นท่านอนของคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าจะทำงานอะไรก็มักจะก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความอุตสาหะมานะพยายามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านว่า คนที่ชอบนอนตะแคงขวา เหยียดแขนขวาไปเหนือศรีษะ คือ อำนาจ + วาสนา ดีนักแล

6. นอนตะแคงงอขาขึ้นข้างหนึ่ง : ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะคุณจะเป็นคนขี้ระแวง ขี้สงสัยอยู่ตลอดเวลา โดยไร้เหตุผล จู้จี้ขี้บ่นไม่รู้เวลา นอกจากจะขาดความเป็นตัวของตัวเองแล้ว อาจจะพาลเป็นโรคประสาทได้ง่าย ๆ ทั้งตัวเอง และคนข้างเคียง !!

7. นอนงอตัว : นี่ก็อีกคน ... น่าจะเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน กลัวใครเขาจะได้ดีไปกว่าตนหมด พูดง่าย ๆ ก็คือ ค่อนข้างจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างแรง แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพยาบาทรุนแรงด้วย ระวังหน่อยนะคะ

8. นอนทับแขนตัวเอง : คนนี้ตรงกันข้ามกับคนนอนงอตัวท่าที่ 7 เลย ... ช่างสุภาพอ่อนโยน จริงใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก อะไรจะปานนั้น แต่ดูเหมือนจะมีกรรมมาบัง เพราะจะเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง และขาดความอบอุ่นในชีวิต

9. นอนคุดคู้ : เป็นคนขี้เหงาอย่างแรง ซึมเศร้าง่าย เพราะไปฝังใจกับเรื่องเศร้า ๆ เรื่องผิดหวัง หรือสูญเสียในอดีต เป็นคนขี้ระแวง และมีความลังเล ไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่า ขาดความรักความอบอุ่น เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

10. นอนคลุมโปง : เชื่อไหมว่า ภายนอกเขาคนนี้อาจจะดูผึ่งผาย น่าเชื่อถือมาก แต่ลึกลงไปแล้ว เขาขี้อาย จิตใจอ่อนแอ ... เขาชอบมีความลับ และเก็บความลับเก่งด้วยนะ มีอะไรก็จะแอบเก็บไว้ในใจ แล้วเก็บเอาไปกังวล วุ่นวายใจ วนเวียนอยู่กับปัญหานั้นคนเดียว ไม่รู้จบรู้สิ้นสักที ... ไม่รู้ว่า นอนขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยรึเปล่า ?

11. นอนเอามือจับอวัยวะเพศของตัวเอง : คนนี้มาแปลก...คุณเป็นคนที่ชอบหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์มีความต้องการทางเพศสูง ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว รักใครหลงใครละก็เป็นได้หัวปักหัวปำแบบกู่ไม่กลับ ทั้งๆ ที่เป็น คนมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอยู่พอตัว

12. นอนละเมอ : เป็นคนซีเรียสในชีวิต เป็นคนคิดมาก ยังฝังจิตฝังใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยอมลืม สังเกตดี ๆ จะเห็นว่า คุณจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และจะคล้อยตามคนอื่นอยู่เสมอ ... ถ้าคุณละเมอบ่อยมาก และรุนแรงขึ้นละก็น่าจะปรึกษาแพทย์

13. นอนกัดฟัน : นี่ก็คนเก็บกด ... โบราณว่า เป็นคนอาภัพ ซึ่งเขาอาจจะ คิดไปเอง ก็เลยอมทุกข์ เก็บกดความทุกข์ไว้ในใจ หน้าฉากอาจจะดูรื่นเริง แต่แอบไปนอนกัดฟันกรอด ๆ ทุกคืน ... ปล่อยวางบ้างนะคะ

14. นอนอ้าปาก : คุณควรไปตรวจสุขภาพร่างกายบ้างนะคะ เพราะโบราณท่านว่า คนนอนท่านี้มักจะมีโรคภัยเบียดเบียนให้สุขภาพไม่แข็งแรง เดี๋ยวจะพาลอายุไม่ยืนซะเปล่า ๆ


  ไงละเพื่อนตรงกันบ้างมั้ยเอ่ย><



Credit : http://www.angrynod.com/board12/n14/4299/

ตราแผ่นดินไทย

ตราแผ่นดินของไทย 


ตราแผ่นดินของไทย คือตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติและเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ตามแนวคิดสมมุติเทพ โดยเริ่มใช้มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่หลัง พ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นต้นมา แต่มาใช้อย่างเต็มที่แทนตราแผ่นดินเดิมทั้งหมดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ใช้ตราอาร์มเป็นตราแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ต่อมาพระองค์มีพระราชดำริว่า ตราอาร์มที่ใช้เป็นตราแผ่นดินในเวลานั้นเป็นอย่างฝรั่งเกินไป และทรงระลึกได้ว่า พระเจ้าแผ่นดินสมัยกรุงศรีอยุธยาเคยใช้ตราพระครุฑพ่าห์มาก่อน (ตราที่กล่าวถึงคือตราพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์องค์เดิม) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ขึ้นเป็นตราแผ่นดินเพื่อใช้แทนตราอาร์ม โดยครั้งแรกทรงเขียนเป็นรูปตราพระนารายณ์ทรงครุฑจับนาค ตรานี้ได้ใช้อยู่ระยะหนึ่งก็โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนตราครุฑขึ้นใหม่อีกครั้งเป็นตราวงกลม โดยยกรูปพระนารายณ์และนาคออกเสีย คงเหลือแต่รูปครุฑ ซึ่งเขียนเป็นรูปครุฑรำตามแบบครุฑเขมร พื้นเป็นลายเปลวไฟ เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก็ชอบพระราชหฤทัย และมีพระราชประสงค์ที่จะให้ใช้ตรานี้เป็นตราแผ่นดินถาวรสืบไป จะได้ไม่ต้องสร้างขึ้นใหม่เมื่อเปลี่ยนรัชกาล


อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปชัย) เป็นผู้เขียนตราครุฑถวายใหม่ โดยยังคงใช้ตราครุฑเดิมแบบสมัยรัชกาลที่ ๕ เพียงแต่เพิ่มพระปรมาภิไธยตามขอบพระราชลัญจกร และเปลี่ยนพระปรมาภิไธยที่ขอบพระราชลัญจกรให้ตรงตามรัชกาล และให้ยึดถือเป็นแบบอย่างต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาลจะสร้างขึ้นใหม่เมื่อพระมหากษัตริย์ได้รับการบรมราชาภิเษกแล้วเท่านั้น ในสมัยรัชกาลที่ ๘ จึงไม่มีการสร้างพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ประจำรัชกาลขึ้น เนื่องจากพระองค์มิได้กระทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คงมีแต่พระราชลัญจกรประจำรัชกาลเท่านั้น และเชิญพระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ รัชกาลที่ ๕ ออกประทับแทน

การใช้ตราพระครุฑพ่าห์
พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์นี้ใช้สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์หรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งลงนามแทนในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ก็ยังใช้เป็นตราประจำสถานที่ราชการต่างๆ ของรัฐบาลไทย ใช้พิมพ์เป็นตราบนหัวหนังสือและเอกสารต่างๆ ของทางราชการ และใช้เป็นตราสำหรับประทับในหนังสือราชการของกรมกองต่าง ๆ
อนึ่ง บริษัทห้างร้านใดที่จดทะเบียนโดยชอบตามกฎหมายที่ติดต่อค้าขายกับทางราชสำนัก ซึ่งปรากฏว่ามีฐานะทางการเงินดี เป็นที่เชื่อถือแก่มหาชน ไม่มีหนี้สินรุงรังนอกจากหนี้สินปกติจากการค้าขาย และจะต้องประกอบการค้าโดยสุจริต อาจได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราพระครุฑพ่าห์เป็นตราตั้งห้างไว้ที่ห้างร้านของตนได้ โดยพระมหากษัตริย์ทรงไว้ในสิทธิที่จะเรียกคืนตราดังกล่าวได้


ตราแผ่นดินของไทยในอดีต
ก่อนหน้านั้นประเทศไทยไม่มีการกำหนดตราแผ่นดินที่ชัดเจนนัก มีแต่ตราประจำรัชกาลที่ประทับลงบนเงินพดด้วงซึ่งจะเปลี่ยนไปตามรัชกาลของพระมหากษัตริย์
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าสยามนำรูปครุฑพ่าห์มาใช้เป็นตราพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยนำแบบอย่างการใช้ตรามาจากประเทศจีน โดยอ้างอิงจดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งบันทึกว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น พระมหากษัตริย์มีตราประจำพระองค์ ในจดหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าตราเป็นรูปอะไร จึงสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็น ตราครุฑพ่าห์ คือ รูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากับคตินิยมที่ถือเอาองค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีบุญบารมีเทียบเท่าพระนารายณ์ผู้ทรงครุฑเป็นพาหนะ
ในสายตาชาวต่างประเทศนั้นถือว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรแห่งช้างเผือก จึงกำหนดรูปช้างเผือกลงในโล่ทำนองเดียวกับตราประจำตระกูลหรือตราแผ่นดินในยุโรป เพื่อสื่อความหมายถึงราชอาณาจักรสยาม ซึ่งดูได้จากแผนที่โบราณฉบับต่างๆ ที่กล่าวถึงสยามในบางฉบับ (ดูตัวอย่างได้ ที่นี่) เนื่องจากไม่ทราบชัดเจนว่าสยามใช้เครื่องหมายอะไรเป็นตราประจำประเทศ
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ เสวกเอก หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมสาย กรมขุนราชสีหวิกรม ผูกตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๑๖ โดยอิงกับหลักการผูกตราของทางยุโรปที่เรียกกันว่า Heraldry (หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยแปลคำนี้ลงในหนังสือเรื่อง ฝรั่งศักดินา เอาไว้ว่า “มุทราศาสตร์”) ตรานี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า ตราแผ่นดินหรือตราอาร์ม อันมีลักษณะดังต่อไปนี้

ส่วนบนสุดตรงกลาง คือ ภาพพระมหาพิชัยมงกุฎเปล่งรัศมี หมายถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ ภายใต้พระมหาพิชัยมงกฎเป็นภาพจักรและตรีไขว้ เรียกว่า ตรามหาจักรี อันเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายแทนนามราชวงศ์จักรี ความหมายโดยรวมจึงแปลว่า พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรี
ทางด้านซ้ายและขวาของพระมหาพิชัยมงกฎเป็นรูปฉัตร ๗ ชั้น อันเป็นเครื่องหมายแห่งราชาธิปไตย ที่เป็นฉัตร ๗ ชั้น ก็เพราะว่าเป็นฉัตรสำหรับใช้ประกอบกับนพปฏลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร ๙ ชั้น) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงพระราชอิสริยศของพระมหากษัตริย์ การใช้รูปดังกล่าวจึงเป็นการประกาศให้รู้ว่า ดินแดนสยามอยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นสยามินทราธิราช
ใต้ลงมาเป็นรูปโล่แบ่งออกเป็น ๓ ห้อง โดยส่วนบนแบ่งเป็น ๑ ห้อง ส่วนล่างเป็น ๒ ห้อง มีความหมายดังนี้
ห้องด้านบนเป็นภาพช้าง ๓ เศียร หมายถึง สยามเหนือ, สยามกลาง และสยามใต้ พื้นโล่เป็นสีเหลือง
ห้องล่างด้านขวาเป็นภาพช้างเผือก หมายถึงประเทศราชลาวล้านช้าง (กรุงศรีสัตนาคนหุต) พื้นโล่เป็นสีแดง
ห้องล่างด้านซ้ายเป็นภาพกริชคดและกริชตรงไขว้กัน หมายถึง หัวเมืองประเทศราชมลายู พื้นโล่เป็นสีชมพู
ความหมายโดยรวมของรูปสัญลักษณ์ภายในโล่จึงหมายถึงขอบขัณฑสีมาทั้งหมดของประเทศสยามในเวลานั้น
ต่อจากฉัตรทางด้านขวาเป็นภาพคชสีห์ประคองฉัตร ส่วนทางด้านซ้ายเป็นภาพราชสีห์ประคองฉัตร คชสีห์หมายถึงข้าราชการฝ่ายกลาโหม ซึ่งเป็นใหญ่ทางฝ่ายทหาร ส่วนราชสีห์หมายถึง ข้าราชการฝ่ายมหาดไทย ซึ่งเป็นใหญ่ทางฝ่ายพลเรือน ทั้งสองฝ่ายนี้มีหน้าที่ป้องกันพระราชอาณาจักรและค้ำจุนพระราชบัลลังก์
ส่วนขอบโล่ด้านล่างสุดล้อมรอบด้วยพระมหาสังวาลนพรัตน์รัตนราชวราภรณ์ หมายถึง พระพุทธศาสนา มีที่มาจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระมหาสังวาลนพรัตน์รัตนราชวราภรณ์ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชนิดนี้ด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดให้พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่กระทำคุณงามความดีต่อชาติอย่างใหญ่หลวง โดยเงื่อนไขสำคัญในการพระราชทานนั้นกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะพระราชทานให้แก่บุคคลที่เป็นพุทธมามกะเท่านั้น

ตราแผ่นดินของสยามซึ่งตีพิมพ์ในเอกสารของทางราชการ (ในภาพ เป็นประกาศนียบัตรกระทรวงธรรมการ ตั้งเปรียญธรรม ๓ ประโยค พ.ศ. ๒๔๕๓)
ส่วนใต้พระมหาสังวาลนพรัตน์รัตนราชวราภรณ์ คือ สายสร้อยจุลจอมเกล้าพร้อมดวงตรา หมายถึงการบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ อันเป็นภาษิตของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู้ที่ปฏิบัติราชการด้วยความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน และพระบรมราชวงศ์ และบุตรทายาทของผู้ปฏิบัติราชการ โดยพระราชทานสืบสกุลลงไปจนสิ้นสายบุตรชายเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล และเพื่อให้ผู้สืบสกุลกระทำความชอบต่อแผ่นดิน และสามัคคีกันรับใช้ชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
ส่วนล่างสุดของภาพ คือ คาถาภาษาบาลี จารึกบนแพรแถบด้วยอักษรไทย เป็นข้อความว่า "สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฒิ สาธิกา" แปลว่า "ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ" คาถาบทนี้เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ซึ่งได้ใช้เป็นข้อเตือนใจประจำโรงเรียนเตรียมทหารในเวลาต่อมาอีกด้วย
เครื่องหมายอื่นๆ ที่แทรกอยู่ในตรา แต่เห็นได้ไม่สู้ชัดเจนนัก คือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ อันเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ดังบรรยายต่อไปนี้
ตรงกลางภาพส่วนบนสุดเป็นภาพ
พระมหาพิชัยมงกุฎ



บนมุมซ้ายด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของพระแสงขรรค์ชัยศรี และ
พระแส้หางจามรี



บนมุมขวาด้านบนของโล่เป็นส่วนหนึ่งของธารพระกรไม้ชัยพฤกษ์ และ
พัดวาลวิชนี



ส่วนฉลองพระบาทเชิงงอนแยกอยู่ริมฐานฉัตรด้านละ ๑ ข้าง
เบื้องหลังตราแผ่นดินที่มีลักษณะเป็นจีบคล้ายผ้าม่าน คือ ฉลองพระองค์ครุยทอง
องค์พระราชลัญจกรตราแผ่นดินนั้นเป็นตรากลม มีอักษรตามขอบพระราชลัญจกรจารึกไว้ว่า "สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ พระจุลจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม"
นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายอื่นๆ ในลักษณะที่ต่างออกไป แต่คำอธิบายข้างต้นนี้มีที่มาแรกสุดจากพระอธิบายที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานให้หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ซึ่งพระอธิบายนี้ได้รับการเรียบเรียงใหม่เป็นหลายสำนวนในที่ต่างๆ จึงนับได้ว่าเป็นคำอธิบายที่แพร่หลายและได้รับการยอมรับมากที่สุด
การใช้ตราอาร์มเป็นตราแผ่นดินนั้นใช้ในลักษณะทำนองเดียวกันกับตราพระครุฑพ่าห์ในปัจจุบัน จนกระทั่งยกเลิกไปเมื่อมีการใช้ตราครุฑเป็นตราประจำชาติแทน ปัจจุบันนี้ยังมีบางหน่วยงาน เช่น กรมป่าไม้ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เป็นต้นได้ใช้ตราอาร์มเป็นตราประจำหน่วยงานของตนเอง ด้วยเหตุที่ว่าหน่วยงานของตนก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๕ หรือมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับช่วงระยะดังกล่าว (เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งใช้ตราอาร์มเป็นตราหน้าหมวกนั้น เริ่มมีการจัดระบบตำรวจอย่างจริงจังในสมัยนั้น เป็นต้น)
มูลเหตุในการเปลี่ยนตราประจำชาตินั้น นอกจากที่จะระบุไว้ข้างต้นว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงติว่าตราอาร์มเป็นอย่างฝรั่งเกินไปแล้ว เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงตราแผ่นดินน่าจะมีมูลเหตุหลักมาจากการสูญเสียประเทศราชทั้งลาวเขมรและมลายูในรัชสมัยของพระองค์ จึงต้องเปลี่ยนแปลงตราเพื่อให้เหมาะกับกาลสมัย









ที่มา : http://th.wikipedia.org 

โรคนอนไม่หลับ

นอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) (First)

ว่ากันที่จริง การ นอนไม่หลับ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดานะคะ ที่คนเราจะมีอาการ นอนไม่หลับ เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในชีวิต แต่ในบางคนอาการ นอนไม่หลับ กลับมีอาการรุนแรงและยาวนาน จนเข้าขั้นเป็น "โรคนอนไม่หลับ" ขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

เมื่อพูดถึงโรค นอนไม่หลับ หลายๆ คนมักจะคิดไปว่าเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือการคิดมาก ทำให้ไม่กล้าที่จะปริปากบอกผู้อื่นหรือคนใกล้ชิดว่าตนเองกำลังมีปัญหาเรื่อง นอนไม่หลับ อยู่ เพราะเกรงจะถูกมองว่าเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ ที่จริงแล้ว สาเหตุของโรค นอนไม่หลับ นั้นมีมากมายหลายอย่าง ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะสาเหตุจากความเครียดเท่านั้นหรอกนะคะ

อาการ นอนไม่หลับ เองก็มีหลายรูปแบบ ไล่มาตั้งแต่เข้านอนแล้วหลับยาก หรือตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับๆ ตื่นๆ

ทั้งผู้ที่ นอนไม่หลับ หรือหลับได้ไม่เพียงพอ มักจะมีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน สมองไม่ปลอดโปร่ง อาจหงุดหงิด อาจง่วงซึม หรือหลับมากในตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการเรียน ในการทำงานมักจะลดลง นอกจากนี้อาจมีอาการของโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการ นอนไม่หลับ ด้วย เช่น ตอนกลางคืนนอนกรนเสียงดัง หรืออาจหยุดหายใจเป็นพักๆ หรืออาจมีอาการของโรคซึมเศร้า คือรู้สึกซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ หดหู่ เบื่ออาหาร เบื่อชีวิต คิดอยากตาย

โดยทั่วไปแล้วเราพอจะสรุปถึงสาเหตุของโรค นอนไม่หลับ ได้อย่างง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

1. เป็นความผิดปกติในตัวคนนั้นเอง เช่น เคย นอนไม่หลับ อยู่ช่วงหนึ่ง ต่อมาจะกังวลว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ทำให้ นอนไม่หลับ หรือมีอาการ นอนไม่หลับ ขึ้นมาโดยหาสาเหตุไม่พบ หรืออาจสัมพันธ์กับการนอนกรนบางอย่างได้

2. เป็นจากความผิดปกติภายนอก เช่น เกิดเรื่องราวทำให้เครียด สภาพแวดล้อม ในการนอนไม่ดี หรือเกี่ยวข้องกับการติดยาหรือสารบางอย่าง เช่น เหล้า หรือยานอนหลับ เป็นต้น

3. เป็นอาการหนึ่งของโรคทางจิตเวชหรือโรคทางกาย เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ที่มีอาการท้อแท้ เบื่อหน่ายชีวิต เบื่ออาหาร ความจำไม่ค่อยดี อ่อนเพลียร่วมด้วย โรคถุงลมโป่งพองหรือโรคสมองเสื่อม เป็นต้น

ส่วนประเภทของโรค นอนไม่หลับ นั้น เราแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ค่ะ

ก. การนอนไม่หลับ แบบชั่วคราว : ลักษณะนี้หมายถึง นอนไม่หลับ ติดต่อกันเป็นหลายวัน แต่ไม่ถึงหลายสัปดาห์ คนไม่น้อยอาจจะเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของความเครียดหรือความกังวลใจต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น ทะเลาะกับเพื่อนหรือแฟน, มีปัญหากับที่ทำงานหรือใกล้ๆ วันสอบหรือวันที่ต้องมีธุระสำคัญ เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน หรือในบางรายอาจต้องใช้ยานอนหลับช่วยในระยะสั้นๆ พออาการดีขึ้นก็หยุดยาได้

ข. การนอนไม่หลับ แบบระยะต่อเนื่อง : หมายถึง อาการ นอนไม่หลับ ที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัปดาห์ๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายหรือดีขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากความเครียดหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียดนั้นยังไม่คลี่คลาย เช่น การ ตกงาน, ปัญหาเศรษฐกิจเงินทอง รวมถึงปัญหาครอบครัว โดยทั่วไปถ้าปัญหาต่างๆ ได้รับการคลี่คลาย การนอนหลับก็มักจะกลับมาเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีผู้ที่มีอาการเหล่านี้ ควรได้รับการปรึกษาจากแพทย์ว่า มีแนวทางอย่างไรที่จะช่วยปัญหาการนอนหลับของตน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ดังในกลุ่มถัดไป

ค. การนอนไม่หลับ แบบเรื้อรัง: คนกลุ่มนี้จะมีปัญหาในการ นอนไม่หลับ อย่างต่อเนื่องเกือบทุกคืน ติดต่อกันหลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปี สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการก็จะเริ่มซับซ้อนมากขึ้น ไม่ตรงไปตรงมาเพียงแค่ว่าเครียดแล้ว นอนไม่หลับ หลายครั้งที่ความเครียดได้เบาบางหรือหายไปหมดแล้ว แต่อาการ นอนไม่หลับ กลับยังดำเนินอยู่ต่อ บางคนใจจดใจจ่อตลอดเวลาว่าคืนนี้จะหลับหรือไม่หลับ ถ้าไม่หลับแล้วพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะทำงานได้อย่างแจ่มใสหรือไม่ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวการนอน ไม่กล้าที่จะนอน เลยทำให้แทนที่เวลานอนจะเป็นเวลาที่ให้ความสุข กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความทุกข์และทรมาน

นอกจากนี้แล้วยังพบได้อยู่เรื่อยๆ ว่า สาเหตุทางร่างกายบางอย่างก็เป็นต้นเหตุทำให้ นอนไม่หลับ เรื้อรังได้ เช่น การหายใจผิดปกติขณะหลับ, กล้ามเนื้อขากระตุกเป็นพักๆ ระหว่างนอน, อาการปวดหรือแม้กระทั่งผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคปอด เป็นต้น

ทั่วๆ ไปนั้น คนที่มีอาการ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่เต็มอิ่มอย่างต่อเนื่อง 2-3 ขึ้นไป ก็มักรู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ และหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาปรึกษาแพทย์

หลายครั้งเหมือนกัน ที่ปัญหาการ นอนไม่หลับ สามารถดีขึ้นได้ เพียงแค่ได้รับรู้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติของการนอน หรือเพียงแต่แค่ปรับเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม หรือทัศนคติบางอย่างที่มีต่อการนอนหลับ แต่ในบางครั้งแพทย์อาจจะใช้ยาบางอย่าง เพื่อช่วยทำให้ปัญหาการนอนนั้นดีขึ้น หรืออาจจะต้องส่งตรวจเพื่อประเมินสภาพการนอนหลับให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น โดยใช้ห้องปฏิบัติการการนอนหลับ เป็นต้น

เมื่อพูดถึงการรักษา หลายคนจะคิดถึงการใช้ยานอนหลับ และในบางคนจะมีความรู้สึกกลัวการใช้ยานอนหลับ กลัวจะติดยา หยุดยาไม่ได้ กลัวว่ายาอาจไปทำลายสมองบ้าง เป็นต้น ทำให้ไม่กล้าและไม่อยากที่จะรักษา แต่จริงๆ แล้วยาที่ใช้รักษาโรค นอนไม่หลับ นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นยานอนหลับแต่เพียงอย่างเดียว และถึงแม้จะต้องมีการใช้ยานอนหลับร่วมด้วย ผลของการใช้ยาก็ไม่น่ากลัว เหมือนกับที่บางคนคิด โดยเฉพาะถ้าอยู่ในความดูแลของแพทย์


การรักษาอาการ นอนไม่หลับ อย่างแท้จริงนั้น

1. เราจะต้องค้นหาสาเหตุ และกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับก่อน ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคทางจิตเวช ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น อาจใช้ยาช่วยให้นอนหลับในช่วงเริ่มต้น และใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือความเจ็บป่วยทางจิตเวชดีขึ้น อาการ นอนไม่หลับ ก็จะหมดไป และสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

2. ปฏิบัติตนตามสุขลักษณะการนอนที่ดี ได้แก่ จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวหรือเย็นเกินไป ไม่ให้มีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศที่สงบเงียบ หรืออาจมีเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ เป็นต้น

ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์ต่างๆ

การดื่มนมอุ่นๆ 1 แก้ว หรือรับประทานกล้วย 1 ผล ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมอง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมโคล่า เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน

หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งรวมถึง เหล้า เบียร์ ไวน์ อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่มติดต่อกันนานๆ เพราะถึงแม้ว่าแอลกอฮอล์จะช่วยให้การนอนหลับง่ายขึ้นบ้าง แต่การใช้อย่างต่อเนื่องจะรบกวนต่อการนอนหลับในที่สุด

การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในตอนเย็นหรือก่อนนอน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้า สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 20-30 นาที จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่างๆ ด้วย วิธีนี้จะช่วยให้วงจรการหลับ-การตื่นของคนเราให้ทำงานได้ดี ไม่เกิดปัญหา

หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่ตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน พยายามไม่ดื่มน้ำมากๆ ในตอนเย็น เพื่อไม่ต้องลุกไปปัสสาวะตอนกลางคืน

คนที่โกรธหรือหงุดหงิดเพราะตัวเอง นอนไม่หลับ นั้น ไม่ควรที่จะข่มตาตัวเองให้หลับอีกต่อไป แต่ควรลุกขึ้นมาเปิดไฟ ออกจากห้องนอน หาอะไรอย่างอื่นทำ เช่น อ่านหนังสือธรรมะสักเล่ม ไม่ควรทำอะไรที่ทำให้ตาสว่างมาก เมื่อรู้สึกง่วงจึงกลับไปนอน ถ้ารู้สึกว่าตัวเองตื่นมากลางดึกแล้วคอยจะดูเวลาอยู่เรื่อย ให้เก็บนาฬิกาไว้ที่อื่น

3. ยาช่วยให้นอนหลับ ควรรับประทานเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 2-6 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ติดยา หรือต้องพึ่งยาตลอดไป

ยาช่วยให้นอนหลับหรือยานอนหลับ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการ นอนไม่หลับ ที่เป็นแบบชั่วคราว หรือเพิ่งมีอาการมาไม่นาน เช่น ไม่เกิน 2-4 สัปดาห์ ให้นอนหลับได้ดี และช่วยให้อาการต่างๆ ดีขึ้นเร็ว และสามารถหยุดใช้ยานอนหลับได้เร็ว ข้อควรระวังก็คือไม่ควรใช้ยานอนหลับต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา ติดยา และอาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม หรือความจำถดถอยลงได้

กินอะไรช่วยให้นอนหลับ

สารอาหารที่เกี่ยวข้องและช่วยลดปัญหาการ นอนไม่หลับ ได้แก่ วิตามินบี แคลเซียม แมกนีเซียม และทริปโตแฟน

วิตามินบี การขาดวิตามินในกลุ่มบี เช่น ขาดไนอะซินและวิตามินบี 6 อาจทำให้เกิดอาการ นอนไม่หลับ ได้ หากสาเหตุกา นอนไม่หลับ เนื่องมาจากการขาดวิตามินดังกล่าว การเสริมวิตามินเหล่านี้ก็จะช่วยแก้ไขได้

วิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสร้างสารเซโรโทนินในสมอง สารตัวนี้ช่วยควบคุมอารมณ์และการนอนหลับ ผู้ที่ได้รับวิตามินบี 6 จากอาหารไม่เพียงพอ อาจมีอาการ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า หงุดหงิด

วิตามินบี 12 การเสริมวิตามินตัวนี้ช่วยให้อาการ นอนไม่หลับ เรื้อรังดีขึ้น แต่เมื่อหยุดเสริม อาการจะกลับมาอีก แต่การเสริมวิตามินบี 12 เพื่อแก้ไขอาการนอนไม่หลับอาจต้องเสริมในปริมาณสูง ดังนั้นจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

นอกจากนี้มีหลักฐานการวิจัยว่า การรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 และ กรดโฟลิกช่วยให้นอนหลับดีขึ้นในบางคนเท่านั้น

แร่ธาตุ บางชนิดมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียม แร่ธาตุทั้งสองจะทำงานร่วมกัน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ การขาดแร่ธาตุหนึ่งในสองตัวนี้จะทำให้เกิดตะคริวและรบกวนการทำงานของเส้นประสาท มีผลทำให้ นอนไม่หลับ อาหารที่มีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูงจะช่วยให้อาการดีขึ้น

นอกจากแร่ธาตุทั้งสองชนิดที่กล่าวมาแล้ว สารอาหารทองแดงและธาตุเหล็กก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ถ้าขาดทองแดงจะทำให้หลับช้า แต่หลับนานขึ้น และมีความรู้สึกเหมือนนอนไม่อิ่ม ส่วนการขาดธาตุเหล็กทำให้นอนเร็วขึ้น นอนนานขึ้น แต่ตื่นกลางดึกบ่อยขึ้น

ทริปโตแฟน เป็นกรดอมิโนที่ถูกนำมาสร้างสารเซโรโทนินในร่างกาย ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของสารเมลาโทนินซึ่งมีผลต่ออารมณ์และการนอนหลับ นักวิจัยพบว่า การเสริมสารทริปโตแฟนช่วยเพิ่มระดับโซโรโทนินและทำให้นอนหลับเร็วขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ และยังทำให้หลับสนิทด้วย

อาหารที่ช่วยให้นอนหลับ

1. เครื่องดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน ประเภทมอลต์สกัด เช่น โอวัลติน หรือ ไมโล (ไม่ต้องหวาน)

2. เครื่องดื่มชาสมุนไพรต่าง เช่น แคโมไมล์ ไลม์บลอสซัม วาเลอเรียน มะตูม เก๊กฮวย เป็นต้น (ยกเว้นในผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะบ่อย อาจทำให้ปวดปัสสาวะกลางดึก ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แล้วนอนต่อไม่หลับได้ง่ายๆ)

3. นมชนิดหวานทำให้หลับได้ง่าย เพราะน้ำตาลจะช่วยทำให้เซลล์สมองดูดซึมกรดอะมิโน ทริปโตฟาน จากกระแสโลหิต ให้เปลี่ยนเป็น เซโรโทนินเพื่อช่วยให้ผ่อนคลาย (แต่น้ำตาลก็ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ต้องชั่งใจดู)

4. อาหารจำพวกแป้ง โดยแป้งมีฤทธิ์คล้ายยาระงับความวิตกกังงล หรือทำให้กลูโคสในกระแสเลือดสูงขึ้น กระตุ้นการหลั่ง Serotonin (แต่ก็เพิ่มน้ำหนักตัวด้วยเหมือนกัน)

5. น้ำผึ้ง ซึ่งเคยใช้เป็นยาระงับประสาทอ่อนๆ มานานแล้ว โดยชงผสมน้ำผึ้งเล็กน้อยในนมอุ่นๆ หรือ ชาสมุนไพร


นางสาวปนัดดา ปิ่นแก้ว ผู้เรียบเรียง



แหล่งอ้างอิง

http://health.kapook.com/view84.html

10 เกาะสวยราวเทพนิยายที่จับต้องได้ในชีวิตจริง

10. เกาะ Pontikonisi, ประเทศกรีซ

     แม้ว่าอาราม Pantokrator เก่าแก่นี้จะไม่ได้ดูอลังการแบบปราสาทในเทพนิยายเหมือนที่อื่น ๆ ที่ผ่านมา แต่ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ไซดลาดิกอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ก็ช่วยให้อารามสีขาวนี้ดูงดงามไม่แพ้ที่ไหน ๆ ได้ไม่ยาก จนเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แห่แหนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ นอกจากนี้ เกาะที่เล็กจนได้รับฉายาว่า Mouse Island แห่งนี้ยังเป็นแหล่งธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่มีทั้งปลาและนกอาศัยอยู่มากมายอีกด้วย


9. เกาะ Dark, สหรัฐอเมริกา

     เดิมทีปราสาทที่ตั้งอยู่บนเกาะบริเวณเส้นทางทะเล St. Lawrence นี้ มีชื่อว่าปราสาท Dark Castle ตามชื่อเกาะ แต่ได้เปลี่ยนมาเป็น Singer Castle เป็นที่เรียบร้อยในปัจจุบัน แถมยังมีข่าวว่ามันเคยเป็นที่ใช้ลักลอบขนส่งเหล้ารัมมาก่อนอีกด้วย อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามแล้ว มันยังเป็นแหล่งตกปลาจำพวกปลาแบสปากใหญ่และปลาไพค์เช่นกัน


8. เกาะ Loreto, ประเทศอิตาลี

     ทะเลสาบ Iseo หรือ Sebino คือทะเลสาบที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเมือง Lombardy และบนทะเลสาบแห่งนี้ก็มีเกาะอยู่มากมาย ซึ่งเกาะ Loreto ก็คือเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเกาะเหล่านั้น แต่ถ้าหากพูดถึงความสวยงามแล้วล่ะก็ รับรองว่าที่นี่ไม่ด้อยกว่าที่ไหนแน่นอน เพราะมันมีปราสาทแนวกอธิคที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1400 ตั้งอยู่ด้วย ทำให้มองเห็นเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม


7. เกาะ Trakai Island Castle, ประเทศลิทัวเนีย

     "Little Marienburg" คืออีกชื่อที่คนใช้เรียกปราสาทบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งปราสาทที่ดูเหมือนหลุดมาจากนิทานนี้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ก่อนจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 1409 และปัจจุบันงานคอนเสิร์ต รวมทั้งงานสังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็เลือกจะมาจัดในสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้มีบรรยากาศย้อนยุคเหมือนอยู่ในโลกเทพนิยาย นอกจากนี้ มันยังเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมกันได้อีกด้วย โดยมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 300,000 คนต่อปี


6. เกาะ Mont Saint-Michel, ประเทศฝรั่งเศส

     ทุก ๆ ปีที่เกาะแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียนเฉลี่ยปีละ 3 ล้านคน และความงามของมันก็ถึงขนาดถูกองค์กร UNESCO ยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกมาแล้ว โดยเกาะแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของคนกว่า 40 คน และเป็นเขตปกครองของแถบนอร์มังดี ในขณะที่สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุดบนเกาะแห่งนี้ก็คืออารามที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 นั่นเอง


5. เกาะ Wilhelmstein, ประเทศเยอรมนี

     หากเทียบกับเกาะอื่น ๆ ที่ผ่านมา เกาะ Wilhelmstein เรียกได้ว่าเป็นเกาะที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมันเป็นเกาะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ด้วยการต่อเติมฐานหินทำให้มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแปลกตา ผิดกับเกาะที่เกิดจากธรรมชาติทั่วไป โดยดยุควิลเฮล์มแห่ง Schaumburg-Lippe สร้างมันขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการปกป้องอาณาจักรเล็ก ๆ ของตัวเอง และได้ใช้ประโยชน์จริงเมื่อปี 1787 ตอนที่ดยุคแห่ง Hessen-Kassel เข้าล้อมโจมตีแต่พ่ายแพ้กลับไป


4. เกาะ Heart, สหรัฐอเมริกา

     ด้วยรูปทรงหัวใจน่ารักสมชื่อ ทำให้เกาะบริเวณเมืองอเล็กซานเดรียนี้ดูเหมือนเกาะในจินตนาการอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมอันสวยงามคลาสสิก ยิ่งทำให้มันดูเหมือนความฝันยิ่งขึ้นอีก ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นที่สุดจนเป็นตัวเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวให้แวะมาก็คือ Power House ตัวสร้างพลังงานบนเกาะ และ Alster Tower นั่นเอง


3. เกาะ Visovac, ประเทศโครเอเชีย

     หนึ่งในเหตุผลที่เราควรไปชมเกาะนี้ด้วยตาตัวเองสักครั้ง ก็เพื่อชื่นชมอารามเก่าแก่บนเกาะนั่นเอง โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1576 คณะฟรันซิสได้สร้างอารามขึ้นที่นี่ ส่วนปัจจุบันอารามนี้ได้ถูกจัดแสดงให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์เป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่พื้นที่ภายนอกถูกจัดเป็นสวนสวยงามให้คนได้เพลิดเพลินกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ ซึ่งต้นไซปรัสที่ล้อมรอบนั้น ดูเหมือนกับรั้วอันแข็งแกร่งที่คอยปกป้องอารามแห่งนี้เอาไว้เลยทีเดียว


2. เกาะ Pfalz, ประเทศเยอรมนี

     เกาะบริเวณแม่น้ำไรห์นนี้อยู่ระหว่างเมืองไมนซ์และเมืองโคเบลนซ์ และจากการที่หุบเขาซึ่งรายล้อมแม่น้ำแห่งนี้อยู่ค่อนข้างชัน ทำให้การเดินทางส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านแม่น้ำสายนี้แทน ยิ่งไปกว่านั้น สืบเนื่องจากการที่น้ำขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้ปัจจุบันตัวเกาะจมหายไปกว่า 50% แล้ว เหลือไว้เพียงซากต้นไวน์และสิ่งก่อสร้างทรงหกเหลี่ยมเท่านั้น ซึ่งแม้ว่ามันจะยังคงงดงามควรค่าแก่การเยี่ยมชม แต่ไม่รู้ว่าต่อไปในอนาคตเกาะนี้จะจมลงไปอีกจนสูญหายไปเลยหรือเปล่า


1. เกาะ Bled, ประเทศสโลวีเนีย

     ทะเลสาบเบลดบริเวณภูเขาจูเลียนทางตอนเหนือของประเทศสโลวีเนียนั้น อยู่ติดกับหมู่บ้านเบลดตามชื่อของมัน ซึ่งมันเป็นเกาะตามธรรมชาติเพียงเกาะเดียวกลางแม่น้ำเท่านั้น บนเกาะนี้มีสิ่งปลูกสร้างรวมอยู่ด้วยกันมากมาย แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าที่สุดคงจะหนีไม้พ้น โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่การขึ้นไปจุติบนสวรรค์ของพระแม่มารีในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งความสวยงามจากศิลปะแนวบารอกของที่นี่ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานยอดนิยมเลยทีเดียว


Thx. Cr. http://www.toptenthailand.com/3546-top.html